ผีแดงและหงส์พลาด 2 แต้ม

ผลเสมอ 1-1 จากโรงละครทำให้ปีนี้แดงเดือดแบ่งแต้มกันสองนัดเหย้าและก็เยือนครั้งแรกตั้งแต่เมื่อปี 1988 เป็นต้นมา ธรรมดาไม่ค่อยเสมอกลับ จะต้องมีแพ้ชนะกันสักเกมหนึ่ง
นอกเหนือจากตัวเลขนี้…นักสถิติแดงเดือดรับรองว่า เจมส์? ไม่ลเนอร์ รักษาสถิติถ้าหากเขายิงได้โอกาสจะไม่แพ้ไปอีก 46 นัด (ชนะ37)เช่นเดียวกันกับการลงเล่นของ ไมเคิล คาร์ริค ในปีนี้ยืดเป็น 17 นัดแล้วที่แมนฯยูไนเต็ด ไม่แพ้คนไหน
ที่ถือว่าโชคดีของชาวหงส์คือประตู 250 สถิติใหม่ของ เวย์น รูนีย์ ไม่เกิดขึ้นในแดงเดือด ไม่เช่นนั้นโดนจดจำไปทั้งชีวิต
ก่อนเกมนี้ทิศทาง, กระแส ความพอใจ และก็การฟันธง โน้มเอียงไปฝั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยความมีชัย 7 นัดรวดในลีก และก็อีกสองในบอลถ้วยรวมเป็น 9 นัดตลอด แถมแพ้ครั้งปัจจุบันเมื่อไหร่กับคนไหนเรายังนึกไม่ออก
โชเซ มูรินโญ ปรับกลุ่มของเขาได้ดีขึ้นในขณะที่ผ่านไป กลุ่มของเขาไม่แพ้คนไหน 16 นัดตั้งแต่เมื่อแพ้เฟเนห์บาเช ในยูโรปา ลีก แต่ว่าสำหรับบอลพรีเมียร์ลีกแพ้ครั้งปัจจุบันคือเชลซี "หัวหน้าฝูง" นั่นยิ่งทำให้มองดูภาพแจ่มแจ้งเลยว่า พวกเขาแพ้ยาก พลาดยาก
เสียแค่….โดนแบ่งแต้ม เลยกลายเป็นหายสองแต้มจากการเสมอ อันนี้เป็นอะไรที่ มูรินโญ จำเป็นต้องเร่งปรับแต่งโดยเร็ว
ไม่เช่นนั้นจุดหมายอย่างพื้นที่ชปล. หายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากแมนฯสิตี้ เสียท่าโดนเอฟเวอร์ตันถล่มเลอะเทอะ 4-0 ทำให้พวกเขาหล่นมาเป็นกลุ่มชั้นห้าในตารางคะแนนนำแมนฯยูฯ 2 แต้ม
ในตอนนี้สื่ออังกฤษคาดการณ์ ฟันธงว่า สองกลุ่มดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ ที่ทุ่มเงินซื้อทั้งนักฟุตบอลและก็จ่ายค่าจ้างโค้ช ได้โอกาสแย่งชั้น 5 กัน ยอดเยี่ยมของสองกลุ่มนี้คือไปชปล. ไม่ใช่ลุ้นแชมป์ ตราบจนกระทั่งจะมีการปรับปรุงผลงาน
แฟนผีเองก็ท้อเช่นกันในความมีชัย 6 นัดรวดของพวกเขาแต่กลับยังย่ำอยู่ที่ 6 ดังเดิม แม้กระทั่งเกมปัจจุบันแม้ชนะลิเวอร์พูลได้ อาจมีหวังไกลกว่านี้แต่ว่าก็ยังอยู่ตำแหน่งที่ 6 กระทั่งราวกับความมีชัยรวดก่อนหน้านี้ไม่มีคุณค่าอะไร
ข้อเท็จจริงมันก็มีค่า…แต่ว่าเป็นเนื่องจากต้นซีซั่นทำแต้มหกหล่นไปมากมาย ทำให้ 18 คะแนนในการชนะรวดมันจึงยังอยู่กับที่ ชั้นอยู่กับที่แต่ว่าถ้าหากมองดูมุมบวก "ช่องว่าง" ลดลงไปมากมาย จะว่าไปพวกเขาห่างจากเชลซี 12 คะแนน
เป็นกลุ่มเดียวที่ทิ้งห่างกระทั่งเกือบจะหมดโอกาสไล่…แต่ว่าชั้น 2 นั้นยังมีหวังครับผม
พวกเขาห่างสเปอร์ส, หงส์ 5 แต้ม ผมว่าไล่ง่ายกว่า และก็คิดไปทีละลำดับคือในตอนนี้ไล่สองกลุ่มนี้ให้ใกล้และก็หาโอกาสแซง มันยังมีเวลาอีก 17 นัด ผมเชื่อว่า "ซาตานแดง" เป็นไปได้มากกว่าชั้น 4 อย่างที่สื่ออังกฤษมองดูและก็ฟันธงกัน ผมยังไม่ตัดชื่อทั้งแมนฯยูฯ และก็แมนฯสิตี้ทิ้ง
ในตอนนี้จุดหมายสองกลุ่มนี้คือลดช่องว่างกับกรุ๊ปลุ้นแชมป์ลงก่อน หลังจากนั้นค่อยรอดูว่าสถานการณ์และก็ฟอร์มของพวกเขาจะไปถึงไหนเมื่อหมดมีนาคม ผมว่าสื่ออังกฤษใจร้อน แต่ว่ารู้เรื่องมุมมองที่มากประสบการณ์ของพวกเขาที่ติดตามฟุตบอลมาเป็น 30-40 ปีชั่วชีวิต
เพียงแต่…ผมแค่ไม่เชื่อว่าเราจะไปกาชื่อสองกลุ่มดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ออกจากกรุ๊ปหัวหน้า ขอรอดูอีกสักระยะ เนื่องจากช่วงสองเดือนจากนี้คือช่วงทำแต้ม เร่งเครื่องไงครับผม มันคือช่วงที่น่าสนใจอย่างมากต่อจุดหมายของพวกเขา
นั่นคืออนาคต…แต่ว่าสมัยก่อนที่พึ่งจบลงไปหมาดๆกับศึกแดงเดือดที่คนจำนวนไม่น้อยกล่าวขวัญว่าสนุกสนาน ตื่นเต้น ตื่นเต้น ไม่ทราบคนไหนชนะหรือแพ้ แม้กระทั่ง 10 นาทีในที่สุดในตอนที่หงส์แดงนำ 1-0 ซึ่งผมเห็นว่า พบร คลอปป์ ไม่เซอร์ไพรส์ มูรินโญ เลย
การถอนตั้งรับ….เพื่อรอคอยสวนกลับ ไม่น่าจะเป็นทางออกที่มาเล่นแดงเดือดแล้วคุณอยากชนะ

โอเค…ก่อนเกม "ซาตานแดง" เหนือกว่าด้วยฟอร์มนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่าเพราะอะไรแวดวงลูกหนังบ้านเรา บรรดาเซียน เกจิ ต่างพากันถือหางแมนฯยูฯ มากกว่าลิเวอร์พูล กระทั่งตัวผมเองยังเห็นว่า โอกาสกลับไปอยู่บ้านมือเปล่ามีสูง สุดกำลังก็เสมอ
นักฟุตบอลชุด 11 คนแรกผ่านการกลั่นกรองจาก มู มาแล้วเพื่อพบลิเวอร์พูลในระบบ 4-3-3 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาร์กสิยาล, อิบรา, มคิทาร์ยาน คือสามแนวรุกด้านหน้า คาร์ริค, เอรรา, ป๊อกบา คือสามแดนกึ่งกลาง ด้านหลัง โรโฮ กลับมาฟิตทันคู่ ฟิล โจนส์ หามซ้ายเปลี่ยนแปลง ดาร์เมียน ลงเล่น
เวลาที่ พบร คลอปป์ ไม่ใช่ ดาเนียล สเตอริดจ์ อย่างที่คาดการณ์กัน โอริกิ, ฟีร์มีโน และก็ ลัลลานา ยืนสามแนวรุก เนื่องจากเขาอยากใช้แดนกึ่งกลางสู้ การมี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน มาช่วยแดนกึ่งกลางทำให้ เอมเร ชาน กับ จินี ไวนัลดุ้ม ดูดำเนินงานง่ายขึ้น
ระบบการเล่นออก 4-3-3 แต่ว่าแทกติเตียนที่ใช้คือรับแล้วรอคอยสวน ไล่เพรสสิง แดนหน้าบ้างตามจังหวะ เพรสสิงแดนกึ่งกลางบ้าง ถอยคุมโซน อันนี้ส่วนมาก รอคอยแมนฯยูฯ พลาด เกมในครึ่งหลังช่วง 25 นาทีแรกจึงออกแทรก

กระทั่งความบกพร่องอย่างอัศจรรย์ของ ปอล ป๊อกบา ที่ทำแฮนด์บอล เลยโดน ไมเคิล โอลิเวอร์ เป่าจุดลูกโทษ เนื่องจากมันต่อหน้าต่อตา ไม่มีผู้ใดแย้งได้ และก็ใสสะอาด ไม่ลเนอร์ รับสังหารไม่พลาดเป้า นี่ก็ 10 ประตู เข้าไปแล้ว
หงส์นำ 1-0 นาทีที่ 27 นั่นยิ่งทำให้การครองบอลของซาตานแดงมีมากกว่า แต่ว่ายิงจังหวะแรกเข้ากรอบคือช่วงท้ายครึ่งแรกโน่น ฟรีคิกของ สลาตัน อิบราฮิโมวิช แต่ว่าวันนี้ ไม่นโญเลต์ หรือ ไม่นนี ดันผีเข้า
เซฟลูกยากได้…และจังหวะหลุดเดี่ยวของพี่ชาย มิคกี้ ที่ยิง ติดมือเขาออกไป
การควบคุมจุดโทษ คุ้มครองป้องกันฟรีคิกและก็เตะมุม ไม่นนี ทำเป็นดีพอสมควร ไม่มีลูกเหวอ หรือโฉ่งฉ่าง ทดลองตรงข้ามถ้าหากเป็น ไอ้หล้อ ค้างริอุส ผมว่าคงจะโดนลงทัณฑ์ ซึ่ง ค้างริอุส จำต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับบอลอังกฤษ อีกสักพักใหญ่ๆขั้นต่ำอาจจะหนึ่งซีซั่นนี้ไม่โญเลต์ ทำให้หงส์ไม่โดนตีเสมอในครึ่งแรก
ครึ่งหลัง มูรินโญ ตกลงใจเปลี่ยนแปลง คาร์ริค ออก ใช้ เวย์น รูนีย์ ลงในสนาม แล้วถอน ป๊อกบา ต่ำมายืนกึ่งกลางกลับ เอรรา ปรับระบบ 4-2-3-1 มีตัวรุกสนับสนุน อิบรา มากขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือ อิบรา มิได้บอลมากมายสักเท่าไหร่ เขาจำต้องถอนต่ำมาหาโอกาสเล่นเอง ซึ่งทำเป็นดีด้วย ในจังหวะให้บอล แม่นและก็เหนือกว่า เพียงแต่จังหวะในที่สุดผีไม่คมในเกมนี้ บอลผ่านหน้าปรีะตูไปๆมาๆ
ถามว่าเกมออกแทรก และไม่ห่างกันมากมาย ตามแทกตำหนิกที่ หงส์ รับคุมโซน ผีอุตสาหะเดินเกมรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนาทีที่ 50-60 กดดันหงส์ได้มาก เกมรุกของหงส์นั้นไม่ก้าวหน้า เกือบจะมิได้โต้เลยครับผม กระทั่ง คูตำหนินโญ ลงมานั่นแหละที่ ผี บุกมิได้
แถมการเปลี่ยน มาต้า ลงมาทำให้เกมผีเบาๆไปเลย กลายเป็นหงส์ได้เล่นบอลมากขึ้นเรื่อยๆ คุมเกมมากขึ้นเรื่อยๆ แถมมีจังหวะโต้ สวยๆสองสามครั้ง แต่ว่าสิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือ ความไม่เยี่ยม ไม่ละเอียดในการรับส่งบอล ดันมาเกิดขึ้น
ในขณะที่แดนกึ่งกลางนั้น ป๊อกบา เล่นต่ำยิ่งกว่ามาตรฐาน กลายเป็นส่วนเกินของแทกตำหนิกนัดนี้ เล่นไม่ได้เลย อุตสาหะครองบอลก็โดนรุมแย่ง จ่ายบอลขาดๆเกิน หมดประโยชน์นานถึง 15 นาที เกมแมนฯยูฯ ไม่ก้าวหน้ามากกว่าต้นครึ่งหลัง
กระทั่ง มูรินโญ จำต้องใช้ทีเด็ด ลูกโด่งของ เฟลไลนี ลงมาช่วง 15 นาทีในที่สุด ถอด ดาร์เมียน ออก และก็บอมบ์ลูกโด่ง เพื่อกดดันกองหลังหงส์ให้พลาด ซึ่งในจุดนี้ ตั้งแต่ดูหงส์ปีนี้มา ทุกนัด ใน 21 นัด เมื่อใดก็ตามที่กองหลัง เกมรับโดนกดดัน
ทั้งเสียแบบมีเหตุผลและก็ไร้เหตุผล ราวกับเกมปัจจุบันที่ คลอปป์? อุตสาหะ รักษาพื่นที่แล้วรอคอยสวน แต่ว่าสวนมิได้ เนื่องจากบอลไม่แม่น ไม่คมพอเพียง ทำให้โดนกดดันให้รับมือกับลูกโด่ง ผีจะออกข้าง ย้ำฝั่ง วาเลนเซีย ที่เร็ว และก็เปิดบอลเข้าไปบีบกองหลังหงส์ยืนห่างสักก้าวสองก้าว ประเดี๋ยวรู้่เรื่อง

จริงๆครับผม..ประตูตีเสมอ 1-1 นาทีที่ 84 มันมีเหตุผลในการเสียและก็มาจากความสะเพร่าในการคุ้มครองป้องกันของหงส์แดง
คลาวาน ประกบ เฟลไลนี ห่าง ในขณะที่ทราบดีว่าหมอนี่ สูง แต่ว่ายืนห่าง ยิ่งทำให้คุ้มครองป้องกันยาก เฟลไลนี โหม่งบอลสะบัดไปชนเสา หลุดไปเข้าทาง วาเลนเซีย ที่ถึงบอลก่อน จินี ไวนัลดุ้ม ซะอีก ขอบเส้นหลังแล้วความนิ่งของ วาเลนเซีย ทำให้เขาหยอดเข้าพบ อิบรา
ความเก่งของ อิบรา คือย่อตัวโหม่งให้โด่งและก็ย้อย เนื่องจากจังหวะนั้น กองหลังกับประตู หงส์แดง ยืนกันมั่วไปหมด และก็ตรงนั้นแค่ 10 หลา ความกว้างของประตูมีมากมาย การโหม่งย้อยของเขา มันคือการได้เปรียบในจุดนั้น
คิดอะไรไม่ออกบอก อิบรา ชั่วโมงนี้ เขาคือคนที่ช่วยตัดสินประตูสำคัญให้ผี ด้วยความสามารถส่วนตัวของเขาเอง
1-1 ในตอนนั้น ยังมีเวลาให้แมนฯยูฯFun88คิดชนะได้เลย และก็พวกเขาก็จำต้องเสี่ยงกับการโดนสวนกลับ ซึ่งก็โดนจริงๆด้วย แต่ว่า จินี ที่รับบอลในจุดโทษจาก เอมเร ชาน ดันส่งคืน เดเคอา สงสัย มึนกับเกมมั้งครับผมไม่น่าจะเรียกว่ายิงประตู มันคือการส่งคืน เดเคอา มากกว่า
ผลเสมอ 1-1 มูรินโญ ไม่ชอบใจอีกแบบเนื่องจากจุดหมายเกมนี้คือชนะ เวลาที่ คลอปป์ ไม่ชอบใจอีกแบบเนื่องจากแทกตำหนิกของเขาวางมาแล้วเล่นใช้ได้ ในแง่ที่ทำลายเกมแมนฯยูฯ ได้เป็นส่วนมาก ลดโอกาสของ อิบรา และก็ มิคกี้ ลง เพื่อกองหลังแบกภาระน้อยสุด
มันใช่เลย….อิบรา กับ มิคกี้ ได้โอกาสน้อยมากในการลุ้นประตู แต่ว่าจุดที่แมนฯยูฯ ได้ประตูมาจาก ลูกโด่งที่มี เฟลไลนี นำกลุ่มในจุดโทษ ไม่ใช่อันตรายจาก อิบรา และก็ มคิทาร์ยานคลอปป์ จึงไม่ชอบใจกับผลเสมอ จากผลงานในสนามที่เขาเห็นว่าดีมากยิ่งกว่า
จุดนี้ผมเห็นด้วยกับ คลอปป์ การเล่นเกมตามแทกตำหนิกของหงส์แดง ทำเป็นดีมากยิ่งกว่า ในสัดส่วนของการรับแล้วรอคอยสวน เล่นเพื่อทำลายประสิทธิภาพ อิบรา กับ มิคกี้ ซึ่งโดนตัดออกไปจากเกม ซะเป็นส่วนมาก
เพียงแต่สิ่งที่เห็นกระจ่างคือ ถ้าหากมุ่งหวังว่าจะชนะ แมนฯยูฯ ให้ได้ หงส์แดงต้องมีความเยี่ยมในการเล่นมากกว่านี้
เอมเร ชาน ….ยังมั่วๆซั่วๆดังเดิม เลี้ยงติด ส่งผิดจังหวะ เล่นบอลไม่เข้ากับเพื่อนพ้อง เฮนโด ให้อภัยเ้พราะหายกลับมา แต่ว่ามีส่วนในเกมมากมาย จินี ไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่คิด ด้านหน้า โอริกิ นี่หนักเลย บุกได้น้อย
คือกลุ่มคลอปป์ เบรกและลดประสิทธิภาพนักฟุตบอลผีก้าวหน้าพอได้ แต่ว่าเมื่อนึกถึงการเล่นเกมรุก กลับขาดประสิทธิภาพไป คนจำนวนไม่น้อยพร่ำบ่นถึง มาเน ซึ่งแน่นอน ผมเห็นด้วย ถ้าหากมี มาเน่ อยู่ ประสิทธิภาพเกมรุกจะดีมากยิ่งกว่านี้ ด้วยเนื่องจาก อดัม ลัลลานา จะลงมาเล่นแดนกึ่งกลาง เอมเร ชาน จะเป็นตัวสำรองแต่ว่าไม่มีสาระไประลึกถึงนักฟุตบอลที่มิได้ลงในสนาม
กลุ่มคลอปป์ เล่นได้ตามแทกตำหนิกของเขา แต่ว่ามันไม่ดีพอที่จะชนะแมนฯยูไนเต็ด ที่ฟอร์มรุนแรงได้ แม้ มูรินโญ จะอุตสาหะบอกหลังเกมว่า ผีบุก หงส์ รับ เขาคงลืมหรือมองข้ามไปว่าเมื่อต้นซีซั่นที่แอนฟิลด์แมนฯยูฯ รับแบบจอดรถบัสในครึ่งหลังเลยด้วยซำ้ เพื่อลดประสิทธิภาพของ มาเน, ฟีร์มีโน, คูตำหนินโญไม่ว่าใดๆก็ตาม ทั้งสองกลุ่มไม่ดีพอที่จะเอาชนะซึ่งกันและกัน
แฟนบอลุ้นกันเครียดเนื่องจากกลัวเสียประตู กลัวแพ้ ในแต่ละครั้งที่ขึ้นบอล แต่ว่าข้อเท็จจริง มันคือเกมที่ไม่มีคุณภาพอะไร ราวกับที่ มูรินโญ บอก ถ้าเรานับจังหวะการส่งบอล บกพร่อง, การเลี้ยงที่ไม่รับประทานตัวกันง่ายๆ
ไม่ใช่เกมที่มีคุณภาพฟุตบอล แต่ว่าเป็นเกมที่สนุกสนานในความหมายของแดงเดือด เนื่องจากบอลไปเร็ว สองกลุ่มผลัดกันแทงอลในแดนกึ่งกลางด้วยซ้ำ ไม่ราวกับแดงเดือด สมัย มอยส์, ฟาน กัล ที่ขาดความเร้าใจในเกมภายหลังจากแบ่งแต้มกันทำให้ แมนฯยูไนเต็ด ลดช่องว่างกับกรุ๊ปนำมิได้ยังอยู่ที่ 6
 

ชิชาริโต้ กลับมา ผีแดง

ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับเกมรุกของตนเองอย่างหนัก
ครั้นเมื่อจะพูดว่าปัญหาในเกมรุกของกลุ่มภูติผีปีศาจแดงอยู่ที่กองหน้าก็คงกล่าวได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ในเมื่อหัวหอกมหาประลัยอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงซอกซอยตาข่ายได้โดยตลอด
ปัญหาก็คือเมื่อไม่มีดาวยิงวัย 35 กะรัตผู้นี้ หรือเมื่อใดก็ตามที่คุณพี่เขาทำฟอร์มตก – เล่นไม่ออก เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะขาดแคลนขึ้นมาโดยทันที
เว้นแต่กองหน้าตัวหลักอย่าง "อิบรา" แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีผู้เล่นประเภทหัวหอกอยู่ในแผนกล่าสังหารอีก 2 หน่วยเป็นมาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล แต่ทว่าในช่วงเวลานี้ดูราวกับว่าทั้งสองจะกลายพันธุ์เป็นตัวรุกริมเส้นหรือกองหน้าครึ่งปีกไปซะแล้ว เมื่อโดนจับมายืนเป็นกองหน้าก็มักจะเล่นไม่ออก – ยิงประตูไม่ได้ด้วยเหตุดังกล่าว & ฉะนี้
จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่าตำแหน่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังอยากได้ด่วนในฤดูหน้า คือนักฟุตบอลประเภทดาวกระหน่ำประตูนี่แหละกองหน้าระดับตีนพระกาฬหลายรายนามจึงถูกสื่อในเมืองหลวงที่ลูกหนังจับมาสังวาสกับภูติผีปีศาจแดงอย่างสนุกสนานสนุกสนานไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, โรเมลู ลูกากู, ปีแอร์ เอเมอริค โอบาเมยัง และก็โดยไม่เว้นแม้แต่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้กระทั่งวันก่อน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็เอ่ยปากถึงกองหน้าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นสายพันธุ์ยักษ์สยดสยองนี่แหละฮาเวียร์ เอร์นานเดซ หรือที่ประชาชนรู้จักเขาในชื่อ "ชิชาริโต้"
กุนซือจอมถือตัวให้สัมภาษณ์หลังจบเกมที่ทำเป็นแค่เสมอในบ้านตนเอง 2 ครั้งต่อๆกันประมาณว่าด้วยแนวทางเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด และก็ที่นาต่อนี้ไป ด้วยการพาบอลเข้าไปหาจังหวะจบในกรอบจุดโทษได้มหาศาล ถ้าเกิดเขามีกองหน้าอย่าง ชิชาริโต้ เป็นลูกทีม นักฟุตบอลชาวจังโก้ผู้นี้คงจะทะลวงตาข่ายได้ราวๆ 15-20 ประตู ต่อฤดู
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ที่พูดว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งบิดาใหญ่ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใหม่ๆเขาพบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ปล่อยผู้เล่นที่ไม่ควรจะปล่อยออกมาจากกลุ่มไปหลายท่านหนึ่งในนั้นคือผู้ครอบครองสมญา "ถั่วน้อย" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขายให้ เลเวอร์คูเซ่น เมื่อฤดู 2015-16 พูดถึง "ชิชาริโต้"
เขาโชว์ฟอร์มได้กระฉูดแตกมากที่สุด ตั้งแต่ฤดูแรกที่เพิ่งเลื้อยตูดจาก เม็กซิโก มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆโดยที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก
ฤดู 2010-11 นักฟุตบอลที่สหายร่วมกลุ่มเรียกสั้นๆว่า "ชิชา" กระหน่ำไป 20 ประตูในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 13 ประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วยทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ครองแชมป์ลีกสูงสุดเป็นยุคที่ 19 รวมถึงได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวมบลี่ย์
ถึงจะยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างถาวรไม่เป็นผลสำเร็จก็จริง แต่เมื่อลงมาเป็นผู้เล่นสำรองแล้วมักทำแต้มได้ไม่ต่างจากอาวุธลับของภูติผีปีศาจแดงเสมือนที่กาลครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยมี "ซูเปอร์ดูดซึม" อย่าง โอเล่ กุนร์ ที่นา โซลชา

ฤดูต่อมา "ถั่วน้อย" ยังคงรักษามาตรฐานในการทำแต้มของตนเองเอาไว้ได้ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างเสมือนฤดูแรก เขากดไปอีก 10 ดอกในพรีเมียร์ลีก ก่อนจะทำเป็นอีก 10 ประตูในฤดู 2012-13
เพียงแต่ถ้าเกิดสังเกตให้ดีจะพบว่าในฤดูท้ายที่สุดที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการกลุ่มภูติผีปีศาจแดง – คุณพ่อแกเริ่มใช้บริการของ "ชิชาริโต้ ลดลงไปเรื่อย ประการหนึ่งบางทีอาจด้วยเหตุว่าการเข้ามาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เวลาที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังเป็นกองหน้าจำพวกหมูเดือดดังเดิม แต่อีกประการหนึ่งก็คือฟอร์มการเล่นของ ชิชาริโต้ ที่ตกลงไปเช่นกัน
ฤดูท้ายที่สุดของคุณพ่อ ดาวเตะที่มีชื่อเต็มว่า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียง 9 นัดเพียงแค่นั้น
เมื่อ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ท่านเจ้าคุณเฟอร์กี้ – กุนซือภูติผีปีศาจแดงคนใหม่ก็ไม่ค่อยใช้งาน "น้องถั่ว" สักเท่าไหร่ โดยในฤดู 2013-14 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียง 6 นัดเพียงแค่นั้น (ลงเป็นสำรอง 18 นัด) สถิติการถล่มตาข่ายจึงลดน้อยลงอย่างฮวบฮาบ เหลือเพียงแค่ 4 ประตูเพียงแค่นั้น เฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เมื่อแปลงแม่งานอีกทีเป็น หลุยส์ ฟาน กัล – แมนฯ ยูไนเต็ด ไปคว้ากองหน้าคนใหม่ที่ตระกูลสูงกว่าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาร่วมกลุ่ม ลุงอ้วนแกจึงตกลงใจปล่อย "ถั่วน้อย" ผู้น่ารักน่าเอ็นดูของแฟนคลับให้ เรอัล มาดริด ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดู 2014-15
ชิชาริโต้ ลงเล่นให้ "ราชันชุดขาว" ทั้งสิ้น 33 นัด ยิงได้ 9 ประตู (ทุกรายการ) ถ้าเกิดมีความคิดว่าชีวิตจำนวนมากอยู่บนม้านั่งสำรอง การยิงได้ 9 ประตูก็นับว่าไม่น่าสะอิดสะเอียนสักเท่าไหร่
แมนฯ ยูไนเต็ด จึงดึงกองหน้าสายพันธุ์จังโก้ผู้นี้กลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกทีในฤดู 2015-16 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเป็นผู้เล่นสำรองทั้งสิ้น 3 นัด กระทั่ง…ฟางเส้นท้ายที่สุด เมื่อตะบันบ่ายคล้อยลงมา ถ่ม! กระทั่งในเกมเพลย์ออฟ รอบเลือกเฟ้น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พวกพ้องภูติผีปีศาจแดงออกไปเยือน คลับ บรู๊ซ
"ชิชา" ถูกส่งลงมาเป็นผู้เล่นสำรอง ภายหลังกลุ่มตนเองนำห่าง 4-0 ก่อนจะได้จุดโทษ แต่คุณพี่เขาดันสังหารพลาดกล้วยๆซะแบบงั้น!
ภาพที่ หลุยส์ ฟาน กัล ทำหน้าเสมือนถูกดึงขนตูดพร้อม 8 เส้นพลางหันไปสบตากับผู้ช่วยอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ บนม้านั่งสำรอง ประหนึ่งเชื่อว่าสายตาที่ ชิชาริโต้ ยิงจุดโทษไม่เข้าถูกเผยแพร่ไปทั่วทั้งโลกในระบบโซเชี่ยล
แล้วต่อจากนั้นลุงอ้วนเหน็บกินส์แกก็ตกลงใจปล่อยกองหน้ากลุ่มชาติเม็กซิโกผู้นี้ให้ เลเวอร์คูเซ่น ไปในราคาแค่ 7.3 ล้านปอนด์
"เด็กผี" จำนวนมากบางทีอาจเสียดาย แต่ขูดความจำได้ว่าไม่ถึงกับอาลัยหรืออาวรณ์อะไรมาก ด้วยเหตุว่าระยะหลังๆฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงน้อยและก็ยิงน้อย แถมยังถูกปล่อยให้กลุ่มอื่นยืมตัวไปหนึ่งฤดู

บนเวทีบุนเดสลีกาเสมือนกลับมาเกิดใหม่ใหม่ เมื่อฤดูแรกกับ เลเวอร์คูเซ่น "น้องถั่ว" ยิงได้ถึง 20 ประตู จากการลงเล่น 46 นัดในทุกรายการเริ่มมีเสียงบ่นโชคร้ายให้ได้ยินส่วนฤดูนี้ ชิชาริโต้ ลงเล่นไปแล้ว 32 นัด โดยยิงไป 12 ประตูในทุกรายการรวมลงเล่นให้ เลเวอร์คูเซ่น ไปแล้วทั้งสิ้น 72 นัด ยิง 38 ประตู ซึ่งนับว่าเป็นค่าถัวเฉลี่ยในการทำแต้มที่สูงพอสมควร คือยิงได้ 1 ประตูในทุกๆ2 นัดเทียบกับตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 157 นัด ยิงได้ 59 ประตู คุณจะพบว่าสถิติและก็ค่าถัวเฉลี่ยนในการถล่มตาข่ายสูงขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นการกลับมาเกิดใหม่ใหม่ของ ชิชาริโต้ บนเวทีบุนเดสลีกา-เยอรมัน บรรดาผู้อุทิศวิญญาณให้ภูติผีปีศาจแดงก็ออกอาการอาลัย & อาวรณ์ ขึ้นมาโดยทันที ประมาณว่าโชคร้ายพลางชื่นชมกุนซือภูติผีปีศาจแดงคนเก่าว่า "แกขายออกไปได้ไงขอรับ…ไอ้หอก!" โดยเหตุนี้ไม่ควรต้องถามบรรดาแฟนผีว่าอยากได้ดาวเตะผู้นี้กลับมาหรือไม่? คำตอบจำนวนมากคงเช่นเดียวกันต่างหากที่เป็น "เอานะ" (สำหรับค่าจ้างก็คงไม่แพงน่าสะอิดสะเอียน แต่คงสูงกว่าที่ขายออกไปแน่ๆ) สมมุติว่าย้ายกลับมาจริงๆถามว่า ชิชาริโต้ จะแก้ตอบโจทย์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้หรือไม่?…ว่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อนครับผม
"ชิชา" จัดเป็นผู้เล่นที่ความสามารถความสามารถเฉพาะบุคคลออกจะต่ำ เขาไม่ค่อยมีคุณลักษณะในการดึงบอลหนีคู่แข่งขันหรือเลี้ยงกินตัวคู่แข่งขัน – จับบอลก็โดกเดก จ่ายบอลก็ไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร
คุณลักษณะเด่นหรือจุดขายเพียงแค่จุดเดียวคือการทำแต้มในกรอบจุดโทษ เขาเป็นผู้เล่นที่มีวิญญาณเพชฌฆาตพอๆกับสัญชาติญาณนักฆ่า โดยเป็นกองหน้าที่จัดอยู่ในประเภท "สุนัขจิ้งจอกในกรอบจุดโทษ"เอาง่ายๆว่ากำเนิดมาเพื่อกระแทกประตูเพียงอย่างเดียวปัญหาก็คือถ้าเกิดฟอร์มตกเมื่อใด หรือสหายร่วมกลุ่มไม่สามารถที่จะเปิดป้อนบอลเข้าไปให้ทำแต้มได้มากเพียงพอ เขาก็จะแปลงตัวเป็นไม้ตีพริกที่หมดผลดีโดยทันที โดย 12 นัดล่าสุดที่ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด – ชิชาริโต้ ยิงได้แค่ 1 ประตูเพียงเท่านั้นโน่นบางทีอาจเป็นเหตุผลที่พูดว่าทำไม หลุยส์ ฟาน กัล ถึงไม่คิดจะใช้บริการของ "น้องถั่ว" เฉพาะอย่างยิ่งในบอลยุคใหม่ที่กองหน้าควรจะมีส่วนร่วมกับเกม และก็จะต้องทำอะไรให้ได้มากยิ่งกว่าการ "รอยิง" เพียงอย่างเดียว
ต่อเมื่อตกเป็นข่าว บรรดาสื่อในอังกฤษเพียรพยายามนำเสนอแต่สถิติที่สวยงาม เช่นการยิงได้หลายประตู โดยแกล้งไม่พูดว่าในฤดูนี้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พี่แกยิงไม่ได้ต่อเนื่องกันถึง 16 นัดเลยทีเดียว
ที่สำคัญคือการรบภไม่ลำแข้งพรีเมียร์ลีกมีความเล่นยากกว่า             บุนเดสลีกา การยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของเยอรมันจึงบางทีอาจไม่ได้แสดงว่าจะยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของอังกฤษ
เดี๋ยวนี้อายุของ "น้องถั่ว" เพิ่งจะ 28 ขวบเพียงเท่านั้นขอรับ เรียกว่าอยู่ในช่วงพีคของอาชีพล่าตาข่าย สมมุติว่าเอากลับมาจริงๆมันก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอะไร ขายไป 7.3 ล้าน ถ้าเกิดขอซื้อกลับมาสัก 15 ล้าน รู้เรื่องว่า "เจ้าของห้างขายยา" ก็คงไม่กล้ายักไหล่ใส่
ชิชาริโต้ บางทีอาจไม่เหมาะกับวิธีการเล่นบอลแบบเน้นย้ำการมีไว้ในครอบครองของ หลุยส์ ฟาน กัล สักเท่าไหร่ ด้วยเหตุว่าต่อหนึ่งเกมอาจมีจังหวะจบในกรอบจุดโทษน้อยไปหน่อย แต่คงจะเหมาะสมกับแนวทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำให้ภูติผีปีศาจแดงเปิดเกมบุกใส่คู่แข่งขันอย่างรวดเร็วและก็น้อยจังหวะมากยิ่งกว่าบนความสนุกสนานร่าเริงมากเพิ่มขึ้น

กฎอะเวย์โกล…แฟร์จริงหรือ

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น เว้นเสียแต่จะมีผลให้อ่างชามยักษ์เงียบกริบโดยมีแต่เสียงโห่ร้องจากบรรดาอาคันตุกะห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์มีความรู้สึกว่ากฎประตูทีมเยี่ยมที่ออกกันมานั้นมีความไม่ชอบธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ไงทีมที่อุตสาห์มุ่งหน้ารัวถึงสามลูก (ทั้งๆที่จากเกมแรกราวเกรียวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกมาจากสารบบเรียบร้อย) จะต้องมาโดนดับโอกาสเพียงแต่การเสียลูกเดียว??

ขณะนั้นเข็มนาฬิกากระดุกกระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงเล็กน้อย นั่นเป็นว่านายทัพเสื้อเลือดหมูน้ำเงินจำต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู ถ้าเกิดเชื่อว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่ทีมไก่กาที่แหน่งใด นี่เป็นสโมสรลำดับที่หนึ่งของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีความทะยานอยากปรารถนาครอบครองเจ้ายุโรปให้ต้องได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแต่บาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาอาจจะตบเกียร์ห้าถัดไป อย่าลืมว่าข้อด้อยเป็นข้างหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เหมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เนื่องจากปัญหามิได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วผู้ใดได้มากกว่าจะได้รับการชูมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งใจว่าเพื่อพวกทีมเยี่ยมไม่เป็นอุดกันเป็นเงื่อนไขสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคจอดรอบรองชนะเลิศอีกครั้งด้วยการ''เสมอ'' แอตเลติเตียนโก มาดริดสองนัด 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่สเปนบุกไปแพ้ 0-1 แต่มาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามว่าเสือใต้สมควรอกหักมิได้ไปซาน สิโร่ตรงไหน??

ปี 2009 กิริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ถ้ายังจำได้ ทว่านั่นแหละทุกคนรู้เรื่องว่าเป็นผู้ใดก็โกรธ ทั้งการเป่าเฮงซวยของเชิ้ตดำจากนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจะต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆทั้งๆที่สกอร์สองนัดอย่างไรก็ควรได้เตะขยายเวลาเนื่องจากเท่ากัน 1-1 ถ้าเกิดเพียงแต่กติกาจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์ทีมเยี่ยมพิเศษในกรณีทำประตูนอกรังได้ หรือจนถึงอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำได้ดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นถึงที่กะไว้ 3-3 แต่พวกเขาก็ไม่วายจะต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เนื่องจากจากกฎอะเวย์โกล

แน่ๆ แท็กติกก็เลยจะต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยี่ยมชนิดนี้

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าทีมที่ได้เฝ้ารังก่อนถ้าเกิดมิได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดน่าจะเลียนแบบไรดี เพราะว่าถ้ามัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บชัยชนะก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าในทันที ซึ่งฤดูที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำอย่างงั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอติเตียนฮัด สเตเดี้ยม เพียงแต่เกมสองไม่สามารถอาศัยเกมโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของกษัตริย์ชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นหนแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศเจอกัน) โดยเหตุผลริเริ่มมาจากเพื่อกำจัดแจงรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เท่ากัน อดีตสมัยจะต้องคิดภาพตามว่ายุคโบราณกาลที่การเดินทางยังไม่สบาย ระบบต่างๆก็ค่อนข้างล้าหลัง ซึ่งสมัยนั้นมีการคำนวณว่าสถิติชัยชนะของทีมเยี่ยมในเวทียุโรปมีเพียงแค่ 16% โดยก็เพียงพอรู้เรื่องตามได้ว่ามันลำบากต่อการที่ทีมใดก็ตามจะต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปฟาดลำแข้งภายใต้ข้อจำกัดของปัจจัยต่างๆ

ย้อนกลับไปก็เลยมักพบผลที่ชนะกันมโหฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่ถล่มทีมจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 ฯลฯ

ยิ่งกว่านั้น ตามความศรัทธาของยูฟ่าเป็นเพื่อมอบให้กำลังใจต่อทีมที่ไปพ่ายมา 3-1 ว่ายังมีหวังมากกว่า 2-0!!!

แม้กระนั้น เวลาเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ทุกวันนี้การออกนอกประเทศถือว่านอนสอนง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจุยกระจายเพียงแค่นั้นอีกแล้ว สถิติของทีมเยี่ยมในยุโรปก็กำชัยมากขึ้นเรื่อยๆเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมมั่นใจว่าเกมบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนวันพุธ ลองว่าเป็นทีมอื่นก็อาจจะถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลอย่างงั้น

ถ้าเกิดนั่นเป็นบาร์ซ่าที่อุดมพร้อมพรั่งด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็อาจถูกลงโทษนักเตะจากเมืองหลวงประเทศฝรั่งเศสด้วยว่า พวกเขาเกรงสั่นเกินไป ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกติดกันภายในตอนที่ห่างกัน 7 นาที

เวลาเดียวกันก็เป็นได้ว่าถ้าเกิดไม่มีอะเวย์โกล เกมก็อาจจะต้องขยายเวลาเพราะว่าเพียงพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็อาจผ่อนเกมลง ขออนุญาตใช้คำว่า ''อาจจะ'' ครับ เพราะว่าการมาเขียนพินิจพิจารณาคราวหลังย่อมยากที่จะคาดการณ์สถานการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามขณะนั้นๆ

ครับ ตามเซนส์ของพวกเราทั่วๆไปนั้น ระบบเหย้า-เยี่ยมไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ข้างใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดสองมักถูกเห็นว่าได้เปรียบกว่า

เพราะว่ากฎอะเวย์โกลทำให้ทีมที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้วิธีการใดสู้ ครั้งคราวมขอยิงได้สักลูกก็พอใจ ถ้าเกิดจบด้วยชัยชนะจะเพอรต์แต่ถ้าเสมอ 1-1 หรือจนถึงเสียเชิงก่อน 1-2 ก็คงมีความมั่นใจใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมลำดับที่สอง

ยิ่งกว่านั้นจากผลของการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าปริมาณประตูของเกมนัดสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 และรอบตัดเชือก) มีสูงยิ่งกว่าเกมแรกโดยค่าเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งนั่นก็อาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูทีมเยี่ยมได้ว่าทำให้นัดสองทั้งสองเปิดหน้าเข้าพบเยอะกว่า หรือครั้งคราวมันเป็นธรรมชาติของเกมบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็ชอบไม่สนุกเท่าครึ่งข้างหลัง

''เนื่องจากครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างครั้งคราวก็ดูเชิงกันบ้าง ครั้งคราวก็ย้ำแท็กติกกันเยอะไป และครั้งคราวร่างกายที่พึ่งจะลงไปอาจจะฟิตทั้งสอง แต่เพียงพอเวลาผ่านไปทีมที่ฟิตกว่าก็อาจบดเอาชนะได้'' ฉันรูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ล่วงเลยไปเมื่อคืนวันอังคารและพุธก็เดินตามแนวความคิดดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์อาจครวญถึงโอกาสเป็นอย่างมากในนัดแรกที่เอสตาดิโอ ดา ลุยซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยความสามารถทั้งหมดทั้งปวงก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายซึ่งๆหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางคนชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็ตามกว่าไปเตะจุดโทษ ซึ่งไม่ได้มีความแตกต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้กระทั้งกฎซัดเดนเดธซึ่งเคยประยุกต์ใช้ตอนหนึ่งก็ดูจะโหดเหี้ยมเกินไป

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เนื่องจากพวกเขาไม่อยากเสียในบ้านก่อน พวกเขาเชื่อว่าเกมสองที่ไปเยี่ยมการไม่เสียไปก่อนจะมีผลให้เล่นง่ายดายกว่า ด้วยเหตุดังกล่าวผู้ใดก็ช่างที่เป็นทีมที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับฉลากเตะในบ้านก่อน ทีมนั้นจะดีกว่า'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยตกความเห็นเอาไว้นานแล้ว

ตามธรรมดาแล้วทีมที่เก่งกว่าก็น่าจะเอาชนะทีมที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่รับประทานปลาเล็กนั่นแล

ถ้าเกิดด้วยความเป็นบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะปัจจุบันที่เรื่องความก้าวหน้าของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้แต่ละทีมเกือบจะใกล้เคียงกัน นอกจากในด้านทุน, ฝีเท้านักเตะ กับฐานแฟนบอล ซึ่งอาจจะแตกต่างกัน

กฎอะเวย์โกลก็เลยเรียกว่าน่าเอื้อทีมเล็กๆมากกว่า เพราะว่าพวกทีมใหญ่มั่นใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งสองเกม

ถ้าเกิดประตูทีมเยี่ยมนี่แหละ…มักรังแกพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแต่พวกเขาย่อมอาจจะเปี่ยมด้วยความมุ่งหวัง เนื่องจากเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของผู้นำฝูงลีก เอิง ตอนนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความอยากละเลียดงานวันนี้ โดยพลันที่เห็นท่าหนคอตกของนายทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่สังหารเข้าไป ก็มิได้ไม่เหมือนกับผีเสื้อสักตัวที่พบกับดักใยแมงมุมจนกระทั่งทำให้บินต่อไม่ได้ ทั้งๆที่ดอกไม้อันงามยกช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลเป็นกติกาที่แฟร์มั้ย??

อาจจะไม่ แต่มันก็อาจจะดีกว่าเตะจุดโทษถ้าเกิดไตร่ตรองเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เนื่องจากมันได้วัดกึ๋นของผู้ฝึกสอนกับความเตรียมความพร้อมของทีม

ถ้าเกิดผีเสื้อตัวหนึ่งอาจจะโต้เถียง

เนื่องจากมันต้องการบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ยกช่อ ถึงแม้ว่าจะปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

ครึ่งปีของโชเซ่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก เพราะเหตุใดน่ะหรือ ? เนื่องจากประวัติศาสตร์ของชมรมนี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานปัจจุบันเป็นพลาด พลาดที่ไม่อาจจะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่าเกลียด แต่ควรทำเป็นดีมากกว่านี้ โดยมองดูจากกลุ่มกำลังพอดีรวมทั้งทำผลงานเจริญ
ตอนเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม พวกเราแทบมองไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบสดชื่นเลย เนื่องจากเขาคงจะใส่ใจดีว่าการมารับงานที่ชมรมนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้คำมั่นโง่ๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์นู่นแชมป์นี้
"ผมถามตัวเองว่า : เพราะเหตุใด ในปีข้างหลังๆสิ่งต่างๆไม่ได้งดงามตามเคยเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่แจ่มแจ้งเป็น ฟุตบอลแปรไปมากมาย รวมทั้งการแข่งขันชิงชัยไม่ได้เหมือนเมื่อ 10-20 ปีก่อน มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครอบครองความโหฬารอยู่กลุ่มเดียว ผมรู้ๆกันดีอยู่แล้ว ผมรู้ดีว่างานผมจะยาก"
"ถ้าคุณคิดออกทีแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้ยโสเลย ผมรู้ดีว่าคำบอกเล่าผมมันเป็นความเสี่ยงเมื่อผมพูดว่า : "ผมต้องการให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ในตอนนี้" แต่ผมมีความคิดว่า ถึงในตอนนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะเป็นอย่างไร คุณก็ต้องกล่าวแบบงั้น แต่ผมรู้ดีว่ามันยาก"
"ผมรู้ดีว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีข้างหลัง ผมรู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่ชมรมอื่นๆแต่ผมก็ยังต้องการเปิดให้สัมภาษณ์แบบงั้น เนื่องจากผมมีความรู้สึกว่ามันถูก"
นี่เป็นการพูดของคนที่ใส่ใจรู้ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนบริบูรณ์ มูรินโญ่ไม่ได้ยโสอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขารู้ว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวเป็นต้องได้แชมป์ ไม่ว่ากลุ่มตอนนั้นจะเป็นแม้กระนั้น รวมทั้งเขารู้ดีว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมต้องการ ผมเลือกอยู่กับชมรมที่ผมต้องการไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่ผมมี ผมไม่อาจจะให้อะไรได้มากยิ่งกว่านี้แล้วในด้านของ เวลา, ความกระหายหิว รวมทั้งความเอาจริงเอาจัง ผมแฮปปี้กับตัวเอง"
"ถ้าผมพินิจพิจารณาตัวเอง ผมมีตอนประสบผลสำเร็จ ที่ผมได้แชมป์มากไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ผมไม่ได้สุขสบายสุดกำลังกับสิ่งที่ผมเคยทำตอนนั้น ผมมีความคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากยิ่งกว่านั้น รวมทั้งทำอะไรให้ดีมากกว่านั้นได้ แต่ในขณะนี้ ผมมความสบายกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมรู้ดีว่าผมกำลังไล่ล่าความสบายอย่างที่สุดในฟุตบอลอยู่ นั่นเป็นพากลุ่มชนะรวมทั้งได้แชมป์"
หมายความว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด รวมทั้งเชลซี 2 รอบ ที่เขานำกลุ่มได้แชมป์มาตลอด แต่เขากลับรู้ดีว่าตัวเองยังไม่อิ่ม
มีความคิดว่าตัวเองยังไม่สุดกำลังกับการควบคุมกลุ่ม แต่ในตอนนี้เขากลับพูดว่า เขากำลังสุขสบายที่สุด ทั้งๆที่เหตุการณ์รวมทั้งช่องทางการคว้าชัยชนะของอสุรกายแดง ณ เวลานี้ ห่างไกลจากการประสบความสำเร็จ … เพราะเหตุใดถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรเป็นความทรงจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"บิดาผมถ่ายทอดความหลงใหลในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักฟุตบอล การเทิดทูนที่ท่านมีให้แก่พวกชมรมใหญ่ๆนักฟุตบอลเก่งๆ"
"ผมคิดออกไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าพบแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดหมายชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แต่ผมรู้ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเกี่ยวกับนัดหมายชิงนัดหมายนี้ เนื่องจากมันเป็นในรุ่นของบิดาผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม ผมต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดโดยทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (พบบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"ทีแรกที่ผมได้ร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการกลุ่ม ผมก็พบแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง (คุมปอร์โต้ปี 2004) รวมทั้งทีแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความทรงจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดมากไม่น้อยเลยทีเดียวในอาชีพของผมรวมทั้งผมรู้ๆกันดีอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์ของพวกท่าน ผมไม่ได้เรียนอะไรเลยตอนมาร่วมกลุ่มแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยเรียนเรื่องของชมรมต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แต่กับที่นี่ ผมไม่ควรต้องทำแบบนั้นเลย"
"ผมรู้เกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมากไม่น้อยเลยทีเดียว แม้กระทั้งกระทั่งก่อนที่จะผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกท่านเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี ประเดิมกลุ่มชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สมัยที่ หฝ่าส์ ฟาน กาล เป็นกุนซือ รวมทั้งข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หฝ่าส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีพูดว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามแห่งนี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ระหว่างที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มเตรียมสลับตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "ชาวอังกฤษกว่า 50,000 คนแผดเสียงใส่หูผม" รวมทั้งเขาพูดว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นชมรมที่เขาชอบใจที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามแห่งนี้ก็เคยเป็นความทรงจำไม่มีวันลืมเช่นเดียวกัน
"คุณคงจะหวังว่าผมจะตอบอันอื่น แต่ความทรงจำที่แจ่มแจ้งของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นในเวลาที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 หลังจากนั้นอีก 5 นาทีถัดมาเป็นนรก!!"
"ตามปกติแล้วถ้าพวกเรายิงประตูในนาที 88 คู่ต่อสู้ของพวกเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นแบบงั้น พวกเรากลับมี 5 นาทีที่นายทวารพวกเราต้องงัดซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระเด้งไปๆมาๆ แบ็กซ้ายของผมต้องไปยืนคุมเสา พวกเรามีความรู้สึกว่ามันคงจะจบไปแล้ว แต่พวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) มีความรู้สึกว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นฝ่ายชนะ ผมจำเสียงดังในช่วงเวลานั้นเจริญ"
"ผมมีความรู้สึกว่าเกมมันจบแล้วแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยอมให้เกมจบลง มันเป็นนรกของพวกเราเลย นรก!!!"
เหตุการณ์ในตอนนี้เป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แต่เขาเป็นกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยี่ยมสนามแห่งนี้ในฐานะกุนซือคู่ต่อสู้ คราวนี้เขาเดินลงไปในสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราชมรมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่ทรวงอก
"ภูมิใจ ผมมีความภูมิใจมากมายที่ได้เป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมกลุ่มใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์มากไม่น้อยเลยทีเดียว มีกุนซือยิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่ขวยเขินเลย ไม่นิดหน่อย ผมเพียงแค่มีความรู้สึกว่า "นี่มันเหมาะสมกับฉันอยู่แล้ว" ผมเชื่อมั่น รวมทั้งนิ่งมากมาย ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแต่ผมก็ภูมิใจมากมายเช่นเดียวกัน"
"ในฐานะคู่ต่อสู้ เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณมีความคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกฟุตบอล" คุณมองดูไปทั่วสนามแล้วรำพันว่า "ว้าววว" แต่ผมก็เคยมีความคิดว่ามันเหมาะสมกับผมเช่นเดียวกัน"
"ผมรู้สึกภูมิใจมากมายทุกนัดหมายที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกแบบงั้น รวมทั้งหวังว่าจะรู้สึกแบบงั้นไปจนเวลากลางคืนสุดท้ายของผม มันควรจะเป็นแบบงั้น ผมเกลียดชังไม่ทันเวลาผู้เล่นอยู่ที่นี่ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับชมรมน้อยลง"
การได้มาคุมกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่พูดว่าเขารู้ๆกันดีอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์ชมรมหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องราวของการให้โอกาสเด็กจากกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดให้โอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมรู้ ดาวรุ่งนักฟุตบอลที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แต่มีบุคคลที่พร้อม (สำหรับกลุ่มชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูที่แล้ว ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยรอโอกาส ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่พวกเขาควรต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีแรงกดดัน ไม่มีนักฟุตบอลชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอให้พวกเขาทำพลาด" (สมัยของ ฟาน กาล)
"ลู่ทางก็มีเพียงแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ ไม่มีวันเลือกอื่น เนื่องจากมีนักฟุตบอลเจ็บมากไม่น้อยเลยทีเดียว"
"เหตุการณ์ต่างไปในฤดูนี้ นักฟุตบอลเจ็บน้อยมาก ความหวังในตัวนักฟุตบอลก็สูงมากขึ้น"
"ถ้าคุณไปไล่ดูในความเป็นมาดาวรุ่งของชมรม คุณจะพบ บางบุคคลที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่ไม่ได้ดีเท่าปีแรกนะ แต่หลังจากนั้นปีที่ 3 ค่อยกระโจนมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่พวกเรารู้จัก"
"มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับดาวรุ่งส่วนมาก พวกเขาขึ้นมาทีแรก ไม่รู้สึกกดดัน ไม่รู้สึกถึงความรับผิดชอบ คู่ต่อสู้ก็ไม่เคยรู้ เลยโดนทำร้ายแบบไม่ตั้งตัว แต่พวกเราก็ซ้อมกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ บางคราวฟุตบอล มันขึ้นกับจังหวะ แน่ๆ ทุกคนที่นี่รู้ๆกันดีอยู่แล้วถึงวิถีทางของชมรมนี้ที่ให้โอกาสดาวรุ่ง"
ดูอย่างกับว่ามูรินโญ่กำลังดำเนินการอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นกุนซือตอนนั้น
เขาพูดว่า เขาไม่ต้องการที่จะอยากโดนแบนอีก เลยมักเห็นเขาต้องนั่งข้างสนามบ่อยครั้งเวลาไปเล่นเกมเยี่ยม เขาบากบั่นอดทนอดกลั้น บากบั่นนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกสุขสบายกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนกุนซือบ่อยเกินไปแล้วในระยะหลัง ซึ่งเขารับรองว่าเขาพร้อมจะอยู่กับกลุ่มไปยาวๆ
"ผมมีคำสัญญา 3 ปี ผมไม่อาจจะขอมากยิ่งกว่านั้นได้เดี๋ยวนี้ แต่ถ้าผมประสบผลสำเร็จเดี๋ยวนี้ผมคงจะขอคำสัญญาเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเนื่องจากผมต้องการอยู่"
"ผมต้องการอยู่ที่นี่ มันเป็นชมรมที่ผมสามารถสร้างการบรรลุผลใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมต้องการเวลาสักนิด ผมมีความรู้สึกว่า 3 ปีก็พอเพียงแล้ว (ในแนวทางการทำกลุ่มกลับมาประสบผลสำเร็จ)"
"ผมไม่ได้ขอมากยิ่งกว่านี้ แต่ผมต้องการอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาต้องการ ไม่ใช่ในเวลาที่ผมต้องการ เนื่องจากผมไม่ต้องการที่จะอยากจากไปเลย"

อองตวน กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป แมนยู

ช่วงนี้ข่าวระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมแรงขึ้นเป็นระยะแล้วครับ
ปัจจุบันสื่อประเทศฝรั่งเศสหลายเจ้ารวมถึงผู้รายงานข่าวตามที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าประเทศฝรั่งเศสกับ ‘ซาตานแดง’ บรรลุกติกาพื้นฐานกันได้แล้ว
ลองสื่อถิ่นฐานบ้านช่องของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ ดูท่าจะมีสาเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เพราะเหตุว่าทางฝั่งประเทศสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากมายแต่ว่าก็เริ่มลงรายละเอียดบ้างแล้ว
หากจำกันได้ เมื่อวันที่ 24 มกราคมก่อนหน้าที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว สำคัญๆก็ว่าถึงข่าวและก็กระแสที่ประเทศสเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แต่ว่าก็ทิ้งท้ายว่ามันมีความน่าจะเป็นพอควร
มาวันนี้จากที่ติดตามสถานการณ์มาเรื่อยๆและก็การตีข่าวจากประเทศฝรั่งเศส เห็นทีอาจจะจะต้องปรับระดับ ‘ความเป็นไปได้’ ให้สูงมากขึ้นอีก พินิจพิจารณากันนี้ ทำไม กริซมันน์ จึงจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลสำคัญๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงหมายเลข 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลติโก และก็อยากได้ไขว่คว้าหาการบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับทีมมาตั้งแต่ฤดูกาล 2014-15 นับจนกระทั่งตอนนี้ก็เกือบๆ3 ฤดูกาลแล้ว ซึ่งว่ากันโดยส่วนตัวนับได้ว่าประสบผลสำเร็จอย่างยิ่ง เป็นขุนพลตัวหลักของทีม ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ได้รางวัลผู้เล่นดีของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่ปัจจุบันจะคว้าชั้น 3 ของ บัลลงดอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการสารภาพจากแฟนคลับยี่ห้อหมี และก็ผู้คนในแวดวงแล้ว กริซมันน์ กลับประสบผลสำเร็จคว้าชัยชนะกับ แอตเลติโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลปัจจุบัน แต่ว่าก็อกหักไป เป็นเหตุให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลติโก เขาจึงได้เพียงแต่แชมป์ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงแต่รายการเดียวเพียงแค่นั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมามองดูทางของ ‘ยี่ห้อหมี’ ในฤดูกาลนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งขันมากกว่าหนึ่งนัด ซึ่งถ้าหากว่าทีมชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมหลงเหลือที่ เมสตาย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากทีมอย่าง มาดริด อย่างงี้ก็โบกไม้โบกมือลาโอกาสคว้าชัยชนะได้เลย เฉกเหมือนกับสถานการณ์ในโกปา เดล เรย์ ที่ทีมกรุยทางไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็น เพราะเหตุว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ และก็เพื่อนๆดันพ่ายแพ้คารังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกลำดับที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าจะต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปถือว่ายากมากมาย โอกาสหยุดปีนป่ายแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงแต่รายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายเพียงแค่นั้นที่ยังเป็นความมุ่งหวัง แต่ว่าทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูสังเวย ได้ แต่ว่าก็มีเสือราชสีห์วัวกระทิงเเรดรออยู่อีกมาก ด้วยการบรรลุเป้าหมายที่คว้ามาได้เพียงแต่น้อยนิด บางทีอาจเป็นชนวนเหตุให้เขานึกถึงความเจริญรุ่งเรืองในอนาคต เพราะเหตุว่าสำหรับอาชีพนักฟุตบอล การคว้าชัยชนะและก็การยกฐานะตนเองขึ้นไปเรื่อยๆถือว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่า มีสมรรถนะมากกว่าจะเอื้อโอกาสให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าหมายเลข 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตัดสินใจยกฐานะตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาเกือบ 3 ฤดูกาลภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาปรับปรุงตนเองจากนักฟุตบอลฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดถ้าเกิดเขาคิดก้าวผ่านจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ นอกเหนือจากกิตติศัพท์ และก็เกียรติศักดิ์แล้ว เรื่องของรายพอดีจะมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็ถือว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวว่าหาก กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าจ้างมหาศาลเท่ากันกับ ปอล ป็อกบา เพื่อนซี้ถึง 17 ล้านยูโรต่อปี ปริมาณค่าจ้างนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในตอนนี้ ถือว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ยี่ห้อหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีเท่ากับ โกเก้ ราคานี้นับว่าเป็นเรตค่าจ้างสูงสุดที่บอร์ดแอตเลติโกจะจ่ายให้ได้ หากว่าเขาจะเป็นสตาร์หมายเลขหนึ่งของทีม แต่ว่าหากจะอัพให้มากกว่านี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่า ‘ยี่ห้อหมี’ เป็นทีมที่มีวินัยทางการเงินเคร่งครัด พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้แค่ 6 ล้านยูโร นักฟุตบอลทุกคนจะไม่มีผู้ใดได้มากกว่า 6 ล้าน ถ้าเกิดนักฟุตบอลรายใดที่อยากได้ได้มากกว่า ก็มีแค่ช่องทางเดียวเพียงแค่นั้นเป็น ‘ย้ายออก’ เหมือนกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตกาลสองหัวหอกจำต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าจ้างที่สูงยิ่งกว่า ทั้งที่ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งและก็เล่นกับทีมได้เป็นอย่างดี อีกเหตุนึงที่มีข้อสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ สิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความเคารพ และก็เชื่อใจ สิเมโอเน่ อย่างมาก หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในทำนองว่าตราบใดที่ โชโล่ ยังอยู่กับทีมเขาจะไม่ไปไหนแต่ว่าจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส สิเมโอเน่ พ่อของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับนสพ.ลา ท้องนาสิออน สื่ออาร์เจนติน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะกำเนิดความเคลื่อนไหว” “ดีเอโก้ รู้สึกสบายกับชีวิตที่มาดริด แต่ว่าความเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่ผมไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ลองพ่อกุนซือใหญ่กล่าวชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อกลุ้มใจที่ว่า แอต.มาดริด บางทีอาจไม่ยินยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนเป็นการสันนิษฐานที่เลือนลาง เพราะเหตุว่าแต่ไหนแต่ไร ‘ยี่ห้อหมี’ ไม่คยยี่หระกับวิธีขายสตาร์ของทีมออกไปเลยแม้กระทั้งรายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด โคนร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
หน้าแข้งพวกนี้ยังถูกขาย กริซมันน์ อาจจะไม่มีข้องดเว้น ขอแค่เพียงเงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะโดนจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา ข้อสำคัญเป็น แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มมากแค่ไหน ? หากระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกข้อตกลงที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 โน่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ยี่ห้อหมี’ นั้น ปัจจุบันผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงหัวข้อนี้ แม้หลายคนยังไม่มั่นใจว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แต่ว่าหากจบแล้วมันหลบหลีกไม่ได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “หากเขาย้าย พวกเราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้าที่ผ่านมาพวกเราทำให้เห็นมาบ่อยแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ยี่ห้อหมีแสดงทรรศนะกับผมไว้แบบนี้โดยส่วนตัว ผมคิดว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นกับเจ้าตัวและก็ผู้ซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลติโก ก็แค่รอฟังข้อเสนอ

สุดยอดแห่งเลสเตอร์ซิตี้

ขอพูดว่ามันเป็นเรื่องอัศจรรย์มากมายนะครับ อัศจรรย์พอกับการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูที่แล้วเลยทีเดียวเชียว
คือตั้งแต่แมื่อ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกให้ออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! อดีตสมาชิกของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจนายจ้างเก่าถึง 6 ครั้งติดต่อกันในทุกรายการ โดยถล่มไป 15 ประตู แล้วก็เสียแค่เพียง 4 เม็ดเท่านั้น
พลพรรคจิ้งจอกสยามมีชัยในพรีเมียร์ลีกต่อเนื่องกัน 5 เกม ไต่เต้าเองหนีโซนอันตรายจนเกือบจะเชื่อมั่นได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่ๆแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มสุดท้ายของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เสร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าหากพวกเอ็ง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ช่วงต้นฤดู เผลอๆบางทีอาจมีสิทธิ์ปกป้องแชมป์ของตนเองได้เสร็จด้วย ไม่น่าเชื่อแบบเดียวกันนะครับว่าเรื่องพวกนี้จะมีขึ้น ภายหลังจาก เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆนะครับ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แต่ว่าก็จำเป็นต้องเชื่อ เนื่องจากมันเป็นไปแล้ว
ฤดูนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งผอง 25 นัดหมาย ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่ปรปักษ์ได้แค่เพียง 5 นัดหมายเท่านั้น
มิซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนจะเปลี่ยนที่ปรึกษาใหม่ เลสเตอร์ เจอความแพ้พ่ายถึง 7 นัดหมาย แล้วก็เสมอ 2 นัดหมาย โดยไม่ชนะผู้ใดกันเลย
ผลงานย่ำแย่ดำตรงไม่เหมือนกับเมื่อฤดูที่แล้วแบบหน้ามือเป็นข้างหลังตีน พวกเขาแปลงร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่ไม่ได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนไปยืนอยู่หน้าปากเหว เสี่ยงต่อการโดนถีบตกชั้นแม้ว่าตนเองมีศักดาเป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ชำนาญทางด้านเกมลูกหนังหลายท่าน (รวมทั้งผู้ไม่ช่ำชองอย่างผมด้วย) พากันวิเคราะห์หามูลเหตุที่พูดว่าเพราะอะไร "แชมป์เก่า" ถึงนั่งเบียดกับความหายนะอย่างนี้ ก่อนจะเจอมูลเหตุสำคัญๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ น่าจะหมดแรงบันดาลใจ ข้างหลังพุ่งเข้าชนการบรรลุผลครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมาพันธ์
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่นอนว่าคู่ปรปักษ์ย่อมระแวดระวังแล้วก็เน้นมากขึ้นยามเจอกลุ่มจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การไม่มีผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นคนจำนวนไม่น้อยฟอร์มตกอย่างน่าสะอิดสะเอียน ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ซาตานเรซ แล้วก็เจมี่ วาร์ดี้
แล้วก็อื่นๆอีกมากมาย อาทิเช่น "พลังงานบางอย่าง" ที่พิสูจน์ไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์คงจะเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ซะแล้ว
หรือกองเชียร์จิ้งจอกสยามที่เคยเจออย่างมากมายในบางประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คงจะหายบ้าเห่อ หลังจากที่กระแสความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูนี้จะตกลงไปอย่างน่าตกใจ แต่ว่าในชัย 6 นัดหมายปัจจุบัน มันระบุชัดว่าพวกเขาไม่ได้มีปัญหากลุ่มนี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าหมดแรงบันดาลใจที่ไหน สิ่งที่เห็นคือการไล่ขย่มคู่ปรปักษ์อย่างเอ็นหน้าจอยหัวแม่เท้า
แม้คู่ปรับจะระแวดระวังอย่างควรหนักตามสูตรสำเร็จเวลาเจอแชมป์เก่า แต่ว่าพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมหัวแม่เท้าด้วย
แม้จะไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่ว่า เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อบุคคลอื่นเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเยี่ยมพอที่จะเอาชนะคู่ปรปักษ์ดังเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ซาตานเรซ แล้วก็เจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันสุดยอดออกมาอีกครั้ง
เคลาดิโอ รานิเอรี่ เองก็ไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดน่าสะอิดสะเอียน แล้วสมาชิกจะแงะเลื่อยกระแสไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร แล้วก็ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ครอบครองกลุ่มที่เป็นคนประเทศไทยก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ ผู้ใดกันที่มาเข้าหาแล้ววิงวอนให้ปลดที่ปรึกษาชาวอิตาลีออกจากตำแหน่งสักหน่อย ตัวผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษยัดเยียดข้อหาว่าขอเข้าหาผู้ครอบครองกลุ่ม เพื่อถีบนายจ้างของตนเองออกจากตำแหน่งก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นเหมือนกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อดสูแบบงั้น
จึงพอเพียงจะสรุปได้ว่าพวกเขาไม่ได้เล่นแบบ "ล้มผู้ฝึกสอน" นะครับ มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มผู้ฝึกสอนเนี่ย เนื่องจากมันทุเรศ เข้าใจว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่ประชาชนคิดกันไปเองซะมากกว่า
ในเมื่อไม่ได้เป็นแบบที่ประชาชนเขานินทากัน แล้วเพราะอะไร ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนแล้วก็ข้างหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ มันถึงได้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้อาจจะจำเป็นต้องขอยกความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่คือสุดยอดผู้จัดการกลุ่มสุดยอดคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีผู้ใดกันรู้มาก่อน เขาวางแผนการเล่นแบบเดิมๆให้สมาชิก ย้ำเกมรับรัดกุม ก่อนจะจังหวะโจมตีแบบลอบสังหาร อาศัยความรู้ความเข้าใจส่วนตัวของ รียาด ซาตานเรซ แล้วก็ความรวดเร็วกวานรกของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็ดังเดิมเป็น4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
ตัวผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมสมรรถนะบางทีอาจต่ำลงมากยิ่งกว่าเดิมด้วย เนื่องจากอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ที่ไหน ข้าก็อยู่ที่ตรงนั้น
…ว่าและก็ตั้งตัวเองเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มคราวแรกแล้วชนะต่อเนื่องกัน 6 ครั้งแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตติ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรอย่างนี้เลยครับคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่ครั้งแรกได้เพียงแค่ 4 ครั้งติดต่อกันเท่านั้น
นอกเหนือจากนั้นจำเป็นต้องสรรเสริญผู้ครอบครองกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยนะครับที่ตกลงใจได้ถูกต้องที่เอา "คนภายใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นจำเป็นต้องไปหาผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวล่ำเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นคนประเทศอังกฤษแต่กำเนิด กำเนิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ปัจจุบันอายุ 53 ขวบ ในอดีตเคยเป็นนักเตะของกลุ่มในลีกล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด แล้วก็เฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนห้อยสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านผู้ฝึกสอนคราวแรกด้วยการเป็นที่ปรึกษากลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน ต่อจากนั้นก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ ซิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนจะตามนายจ้างกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกครั้งในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็กลายเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ จนถึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบสุดกำลังพร้อมทำสถิติสุดยอด ชนิดที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มคนใดกันแน่ในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำเป็น คือคุมกลุ่มคราวแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งติดต่อกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช สมาชิกของเขาก็เอาชนะคู่ปรปักษ์ได้เสร็จนะครับ-ขออภัย (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) นั่นหมายความว่าสถิติในการควบคุมกลุ่ม คือชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ น่าจะลอกการบ้านเก่งนะครับ เนื่องจากเขาเกือบจะไม่ได้เปลี่ยนอะไร โดยการทำทุกๆอย่างราวที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกๆอย่างมันดีอยู่แล้ว มันพอดีอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นหิวของสุนัขจิ้งจอกกะล่อนให้กลับมาได้ดังเดิมอีกต่างหาก
ก็แค่ในความหายนะของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นเนื่องจากนักเตะเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมางามเป็นบ้าอีกครั้ง กลับไม่มีผู้ใดดูเลยว่ามันเป็นความรู้ความเข้าใจของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอพูดว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละเป็น"ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนต่อไปครับ

แหม่…นี่ถ้าหากผมเป็นประธานสมาคมบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด เอ็งเร็ธ เซาธ์เกต ออกจากตำแหน่งแล้วตั้ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
ยืนยันว่ากลุ่มชาติอังกฤษได้โอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างแน่แท้ เนื่องจากนี่คือสุดยอดผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตคำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเป็นเรื่องอัศจรรย์มากมายนะครับที่อยู่ๆเลสเตอร์ ซิตี้ ก็กลับชาติมาเกิดใหม่ แค่เพียงปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามตรงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมานานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างรุนแรงอย่างนี้มาก่อน
เมื่อเห็นผลงานอันรุนแรงแบบช้างก็ผลักไม่อยู่ของ เลสเตอร์ ซิตี้ แล้วก็ทุ่งนาต่อนี้ไป เคลาดิโอ รานิเอรี่ อาจจะงงมากพลางรำพึงรำพันกับตนเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "ข้าทำผิดอะไร?" แต่ว่านี่แหละคือความลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนคิดคดทรยศ บนเหลี่ยมกลของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่นอน (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้เล่นล้มผู้ฝึกสอนนะครับ

เอาใหม่เสมอบอร์นมัธ

ดาวรุ่งสเปน ปลุกเร้าเพื่อนร่วมทัพปีศาจแดงให้นำความผิดหวังจากเกมที่เสมอกับบอร์นมัธ 1-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ใช้เป็นพลังกลับมาคว้าชัยในศึกยูโรป้าลีก

ฆวน มาต้า มิดฟิลด์ดาวยิงของปีศาจแดง ออกมาปลุกเร้าเพื่อนร่วมทีมให้นำความผิดหวังในเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุด มาใช้เป็นพลังในเกมบุกไปเยือนรอสตอฟ ศึกยูโรป้าลีกในช่วงกลางสัปดาห์

ปีศาจแดงทำผลงานน่าผิดหวังในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังทำได้เพียงแค่เปิดบ้านเสมอกับบอร์นมัธ 1-1 ด้วยโอกาสทำประตูถึง 20 ครั้ง และผู้มาเยือนยังมาเหลือผู้เล่น 10 คนตั้งแต่ช่วงท้ายครึ่งแรก อีกทั้งยังมีโอกาสคว้าชัยชนะจากลูกจุดโทษของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช แต่เจ้าตัวสังหารไม่เข้าทำให้เกมจบลงที่ผลเสมอ ซึ่งสร้างความผิดหวังให้แฟนบอลและตัวนักเตะ รวมถึงมู เป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ ทำให้อดีตดาวเตะสิงห์บลูได้ออกมากระตุ้นเพื่อนร่วมทีมเลือกนำความผิดหวังในเกมดังกล่าว มาเป็นพลังในเกมที่ทีมจะบุกไปเยือนทีมแห่งรัสเซีย ในเกมยูโรป้าลีกรอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรก วันพฤหัสบดีนี้

“ทุกคนในทีมผิดหวัง โชคไม่ดีที่เราเจอเหตุการณ์เดจาวูอีกครั้ง พวกเราเล่นได้ดี มีโอกาสมากมาย แต่เป็นอีกครั้งที่มันยังไม่เพียงพอเปลี่ยนเป็นสกอร์ที่ดีขึ้นมาได้” ดาวเตะวัย 28 ปี เขียนลงเว็บไชต์อย่างเป็นทางการของเจ้าตัว

“ผลเคยบอกเสมอมาสิ่งดีๆจะตามมาหลังการพ่ายแพ้นั่นคือเรามีโอกาสแก้มือ ฟุตบอลไม่เคยหยุดนิ่งและมันให้โอกาสคุณอยู่เสมอเพื่อปลดปล่อยความเกรี้ยวโกรดเพื่อทำในสิ่งที่คุณอยากทำมากที่สุด"

"สำหรับเกมที่เหลือให้เล่นก่อนพักเบรคทีมชาติและแต่ละเกมมันจะเป็นความท้าทายสุดพิเศษ นัดแรกคือการเจอกับรอสตอฟในเกมยูโรป้า ที่เป็นการเดินทางไกล มันจะเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของทีมในทุกๆด้าน ทีมจากรัสเซียเล่นได้อย่างแข็งแกร่งภายในบ้าน ในฤดูกาลนี้พวกเขาเอาชนะบาเยิร์น มิวนิคและอาแย็กซ์ได้ นั่นมันทำให้คุณรู้ว่าพวกเขาแข็งแกร่งมากแค่ไหน”

“และ 4 วันต่อมาเราจะเล่นเกมเอฟเอคัพกับสิงห์บลูที่ที่บ้าน อีกหนึ่งเกมสำคัญW88การจับคู่มาเจอกันของ 2 ทีมช่างเป็นการแข่งขันที่พิเศษ เราจะต้องเล่นให้ดีมากๆถ้าเราอยากจะกลับไปฉลองแชมป์เอฟเอคัพที่เวมบลีย์อีกครั้ง”

ปธ.ปารีสปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ราคาแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานเปแอสเชยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะราคามาร์โค แวร์รัตติออกจากสโมสรไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

มิดฟิลด์วัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

พาร์เลอร์ แนะอาร์เซนอลทาบ”รอดเจอร์ส”แทนเหี่ยว

เรย์ พาร์เลอร์ อดีตตํานานนักเตะเดอะกันเนอร์ ออกมาแสดงความเห็นว่า เบรนแดน รอดเจอร์ส ผู้จัดการทีมเซลติกเหมาะสมที่จะเข้ารับงานคุมสโมสรเดอะกันเนอร์ ต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์

 

ผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศสจะหมดสัญญากับเดอะกันเนอร์หลังจบฤดูกาลนี้และยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใดว่าเขาจะต่อสัญญาอยู่กับทีมต่อไป

 

ทําให้อาร์เซนอลตกเป็นข่าวอย่างหนักในการหาผู้จัดการทีมความใหม่มาสืบทอดตําแหน่งจาก เวนเกอร์ โดยกุนซือที่ตกเป็นข่าวไม่ว่าจะเป็น มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, โธมัส ทูเคิล และดิเอโก้ ซิเมโอเน่

 

''เบรนแดนทําผลงานได้ดีมากและผมคิดว่าเขาก็สนใจอาร์เซนอลเช่นกัน''

”ลอฟเรน” บินตรวจเยอรมันพลาดชนเลสเตอร์ ซิตี้

สื่อเมืองผู้ดีรายงานข่าว เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ หงส์แดง กําลังเดินทางไปตรวจรักษาอาการบาดเจ็บที่ประเทศเยอรมันและจะทําให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัปดาห์หน้า

 

ลอฟเรนพลาดลงสนามมา 2 เกมติดต่อกันและไม่ได้เดินทางไปฝึกซ้อมกับทีม ด้วยที่ประเทศสเปน

 

โดยกองหลังวัย 27 ปีกําลังเดินทางไปประเทศเยอรมันเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเข่า

 

แต่ถึงอย่างไร เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังมีตัวเลือกในตําแหน่งกองหลังให้ใช้งานอยู่ทั้งลูคัส เลว่า,โจเอล มาติปและรักนาร์ คลาวานที่พร้อมจะลงสนามเช่นกัน